วิธีการและเครื่องมือที่ใช้

การประเมินตามสภาพจริงเป็นประเมินจากงาน/กิจกรรมในชั้นเรียน ซึ่งจำแนกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2546ก: 29 – 36 และบุญเชิด  ภิญโญอนันตพงษ์. 2545: 69 – 77)

  1. งาน/กิจกรรมที่มอบหมายให้ผู้เรียนทำตามคำสั่งเป็นรายบุคคล เป็นกลุ่ม หรือทั้งสองแบบ โดยลักษณะงานเหล่านี้ครูผู้สอนจะกำหนดเป็นคำชี้แจงให้ผู้เรียนแสดงหรือปฏิบัติตามที่กำหนดโดยบอกให้ผู้เรียนทราบล่วงหน้าว่าจะทำการประเมินและให้โอกาสผู้เรียนได้เตรียมตัว แบ่ง 2 แบบ ดังตารางที่ 2

ตารางที่  2   งาน/กิจกรรมที่กำหนดให้ทำ

งาน/กิจกรรมที่กำหนดให้ทำ

แบบเขียนตอบลงบนกระดาษ

ใช้วัสดุอุปกรณ์อื่นๆ

  • รูปแบบคำถาม ได้แก่ ข้อสอบเติมคำ ข้อสอบอัตนัย หรือข้อสอบปลายเปิด
  • รูปแบบคำตอบ เขียนคำตอบ อธิบายเหตุผล อธิบายวิธีการแก้ปัญหาโจทย์ด้วยตนเอง
  • ลักษณะอื่นๆ

–   บ้างครั้งเน้นผลงานการเขียนโดยตัวของมันเอง เช่น ดูจากคำกลอน คำประพันธ์ รายงาน การอธิบายสิ่งที่ผู้เรียนจัดทำ

–   บางครั้งสนใจวิธีการที่ผู้เรียนทำให้พิจารณาจากการจดบันทึกขั้นตอน การทดลอง อธิบายวิธีการแก้ปัญหา

  • มีสองชนิด

–   ข้อสอบเติมคำตอบ ผู้เรียนตอบได้เฉพาะที่ต้องการ เป็นการจำกัดคำตอบ

–   ข้อสอบปลายเปิด ผู้เรียนสามารถตอบคำถามตามความรู้ความคิดของตนเองได้

  • รูปแบบคำถาม กำหนดให้ผู้เรียนใช้วัสดุอุปกรณ์หรือแหล่งความรู้อื่นแสดงการปฏิบัติ
  • รูปแบบการตอบ ผู้เรียนต้องลงมือปฏิบัติ แสดง ทดลองด้วยตนเอง
  • ลักษณะงาน

–   งานศิลปะ วาดภาพ ปั้น ประดิษฐ์

 

 

–   งานในห้องปฏิบัติการ ทดลองทางเคมีชีววิทยา

 

  • มีสองชนิด

เช่นเดียวกันกับแบบเขียนตอบลงบนกระดาษ

 

  1. งาน/กิจกรรมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือที่ปฏิบัติเป็นปกติ เป็นการจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามปกติ เช่น การสังเกตวิธีการปฏิบัติต่อเพื่อนเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในการเล่น สรุปคำสะกดผิด และเขียนผิดหลักไวยากรณ์ของการเขียนรายงานวิชาสังคมศึกษา และวิทยาศาสตร์ การตรวจแบบฝึกหัด/การบ้าน แล้วสรุปประเด็นด้านนิสัยการทำงาน ทักษะการเขียน ความรับผิดชอบ ความรู้ในเนื้อหา เป็นต้น
  2. การสาธิต เป็นการแสดงหรือปฏิบัติตามคำสั่ง ผู้เรียนต้องแสดงหรือปฏิบัติงาน/กิจกรรมที่กำหนด เพื่อแสดงว่ามีความรู้ความสามารถในการทำงานที่สลับซับซ้อนได้ ลักษณะของงานไม่ต้องทำงานหรือมีความซับซ้อนเท่ากับโครงงานระยะยาว โดยทั่วไปเป็นงาน/กิจกรรมที่จำกัดคำตอบ เน้นผู้เรียนใช้ทักษะได้ดีเพียงไรมากกว่าการพิจารณาความสามารถ อธิบายความคิด อธิบายหลักการได้ดีเพียงไร และเป็นงาน/กิจกรรมที่นิยามไว้ชัดเจน และวีการทำที่ถูกต้องและดีที่สุดไว้แล้ว การให้คะแนนคำนึงลีลาและลักษณะของการนำเสนอผลงาน การประเมินด้วยการสาธิตต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับจุดหมายการเรียนรู้ และต้องมีเกณฑ์การให้คะแนนที่เหมาะสม
  3. โครงงานระยะยาว แบ่งเป็น 3 ชนิด

4.1        โครงงานรายบุคคล เป็นกิกจรรมระยะยาวของนักเรียนที่ต้องใช้เวลานอกคาบเรียนทำออกมาเป็นผลงานต่างๆ เช่น แบบจำลอง วัสดุของใช้ รายงานหลักฐานต่างๆ ตลอดจนการค้นคว้ารวบรวมข้อมูลต่างๆ ลักษณะของโครงงานอาจเป็นการสำรวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์ค้นคนผลงาน ขนาดโครงงานขึ้นอยู่กับโครงงานที่ครูมอบหมายให้ทำ ซึ่งอาจเป็นโครงงานที่กำหนดเฉพาะชัดเจนหรือเป็นโครงงานที่ผู้เรียนเลือกตามความถนัดและความสนใจ โดยทั่วไปมักต้องการความคิดสร้างสรรค์ ความคิดริเริ่มที่แปลกใหม่

4.2        โครงงานกลุ่ม เป็นโครงงานที่ให้นักเรียนอย่างน้อยสองคนทำงานด้วยกัน จุดมุ่งหมายหลักของการใช้โครงงานกลุ่มเป็นเทคนิคการประเมิน คือ ต้องการประเมินผลว่านักเรียนสามารถทำงานร่วมกันและใช้วิธีการที่เหมาะสมเพื่อสร้างผลงานให้มีคุณภาพสูงได้หรือไม่ เนื่องจากโครงงานมักใช้เวลาในการทำหลายสัปดาห์ ครูผู้สอนต้องมีการกำกับติดตามเพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนได้เกิดความก้าวหน้าและไม่เกิดปัญหาในการทำโครงงานให้เสร็จสมบูรณ์

4.3        โครงงานผสมระหว่างกลุ่มและบุคคล เป็นโครงงานที่นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มร่วมกัน หลังจากเสร็จแล้วให้นักเรียนแต่ละคนเตรียมเขียนรางานด้วยตนเอง โดยไม่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากสมาชิกในกลุ่ม โครงงานผสมเหมาะสำหรับงาน/กิจกรรมที่มีความซับซ้อนและจำเป็นต้องใช้ความสามารถพิเศษของนักเรียนหลายคนในการทำงานร่วมกัน ทำงานให้เสร็จตามกรอบเวลา และต้องการให้นักเรียนแต่ละคนมีความสามารถในการเตรียมรายงานขั้นสุดท้าย ตีความหมายผลงานด้วยตนเอง

  1. การทดลอง/ศึกษาค้นคว้า เป็นงานการปฏิบัติตามคำสั่งชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นงานวิจัยตรวจสอบข้อมูล ผู้เรียนจะวางแผนการดำเนินการ และแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีขั้นตอน การศึกษาค้นคว้าจะเน้นตอบคำถามวิจัยที่เฉพาะเจาะจง เช่น ขนาด รูปร่างตัวหนังสือ การจัดเรียง และสีของกรอบการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวัน ควรจัดทำอย่างไรจึงจะดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน เป็นต้น หรือเป็นการศึกษาค้นคว้าที่ตอบสมมติฐานการวิจัยที่กำหนดให้ เช่น การใช้ปุ๋ยคอกที่มีส่วนผสมแตกต่างกันทำให้พืชเจริญงอกงามแตกต่างกัน เป็นต้น

การทดลอง/ศึกษาค้นคว้า จะครอบคลุมกิจกรรมปฏิบัติในการทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ การวิจัยสำรวจและการวิจัยภาคสนาม การวิจัยในห้องปฏิบัติการทดลองและการวิจัยทดลองเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และอาจทำวิจัยเป็นกลุ่มหรือรายงานบุคคล

การทดลอง/ศึกษาค้นคว้า สามารถนำมาประเมินผู้เรียนว่าใช้วิธีการหรือทักษะการศึกษาค้นคว้าได้เหมาะสมหรือไม่ พัฒนากรอบความคิดในการวิจัยได้เหมาะสมหรือไม่ อธิบายปรากฏการณ์ที่ได้ศึกษาค้นคว้าโดยอาศัยหลักวิชาได้เหมาะสมหรือไม่ ในการประเมินคุณลักษณะดังกล่าวนี้ให้เน้นที่คุณภาพของกรอบอ้างอิง ความเป็นตัวแทนของปัญหาที่ศึกษา การวางแผนและการออกแบบการวิจัย คุณภาพของคำถามวิจัย หรือสมมติฐานการวิจัยที่กำหนด ตลอดจนคุณภาพของการอธิบายความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ได้ โดยในการประเมินความสามารถของการศึกษาค้นคว้า ต้องกำหนดให้ผู้เรียนทำสิ่งต่อไปนี้

1)      ต้องมีการคาดคะเนผลล่วงหน้าก่อนเริ่มต้นเก็บรวบรวมข้อมูล

2)      เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ทำการวิเคราะห์และแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล

3)      ลงสรุปผลและสนับสนุนผลที่ได้รับด้วยการอ้างอิงหลักฐานการค้นคว้าที่รวบรวมอย่างเหมาะสม

4)      ระบุข้อตกลงเบื้องต้น และแหล่งของความคลาดเคลื่อนของวิธีการ หรือข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้

5)      เขียนรายงงานผลการทดลอง/ศึกษาค้นคว้าได้อย่างชัดเจน และพูดนำเสนอผลวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. การนำเสนอปากเปล่าและการพูดแสดงบทบาท

6.1       การนำเสนอปากเปล่า เป็นการใช้ถ้อยคำแสดงความรู้ และใช้ทักษะการพูดปากเปล่าในรูปแบบการสัมภาษณ์พูดคุย การพูดต่อหน้าผู้ฟังจำนวนมาก และการนำเสนอปากเปล่า การใช้งาน/กิจกรรมดังกล่าวจึงต้องตัดสินใจว่าจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ข้อใดเน้นการนำเสนอปากเปล่าบ้าง ส่วนมาจะเป็นวิชาภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษจะมีจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้เน้นลีลา และทักษะการสื่อสารมากกว่าการเน้นความถูกต้องของเนื้อหา

6.2       การพูดโต้วาที เป็นการนำเสนอปากเปล่าชนิดพิเศษอีกแบบหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้นักเรียนสองฝ่ายพูดโต้ตอบกัน ฝ่ายหนึ่งเป็นผุ้เสนอญัตติหรือประเด็น และอีกฝ่ายหนึ่งจะพูดคัดค้านโต้แย้งด้วยเหตุผล การประเมินจะเน้นที่เหตุผล การโน้มน้าวให้เชื่อ

6.3       การพูดแสดงบทบาท เป็นการผสมผสานการพูดถ้อยคำกับการแสดงท่าทาง เช่น ให้นักเรียนแสดงบทบาทของตัวละครในเรื่องที่อ่าน โดยแสดงท่าทางคำพูดตามจินตนาการจากเรื่อง

นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการ (2539: 39 – 54) ได้เสนอวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินตามสภาพจริง โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ

1.  การประเมินการแสดงออกและกระบวนการของนักเรียน มีวิธีการและเครื่องมือปลายประการ เช่น การสังเกต ทั้งการสังเกตแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ การบันทึกพฤติกรรม รายการตรวจสอบ (Checklists) แบบสำรวจ (Inventories) มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scal) การสุ่มเวลา การสุ่มเหตุการณ์

2.  การประเมินกระบวนการและผลผลิตของนักเรียน มีจุดเน้นของประเมินตามสภาพจริงที่ว่า เป็นการประเมินที่ไม่ได้สิ้นสุดที่ผลผลิตเท่านั้น แต่จะเน้นที่กระบวนการที่มีผลผลิตที่ได้ด้วย โดยเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินกระบวนการและผลผลิตนั้น ครูสามารถใช้เครื่องมือที่หลากหลายในลักษณะเดียวกับการประเมินการแสดงออกของนักเรียน เช่น การสังเกต รายการตรวจสอบ หรือมาตราส่วนประมาณค่า เป็นต้น

แองเจโล และครอสส์ (อุทุมพร  จามรมาน.  2540: 9 – 11; อ้างอิงจาก Angelo and Cross. 1993) ได้เสนอเทคนิคต่างๆ ในการประเมินตามสภาพจริงในชั้นเรียน ทั้งหมด 50 ชนิด ได้แก่ บันทึกสั้นๆ เชิงวิเคราะห์ แฟ้มรวมหลักฐานแสดงการดำเนินการ ใบสมัคร ผลสรุป การประเมินงานที่ส่ง แถบบันทึกเสียงและภาพ การล้วงถามความรู้เดิม การหาเกณฑ์ ผลการจดบันทึกอย่างต่อเนื่อง วงจรการประเมินคุณภาพการเรียนการสอนในชั้นเรียน การสำรวจความคิดเห็นในชั้นเรียน แผนผังมโนทัศน์ สารบัญระบุอะไร อย่างไร ทำไม การสำรวจความมั่นใจในการเรียน เมทริกซ์ระบุความต่าง สิ่งวินิจฉัยการเรียนรู้ การเรียบเรียงภาษาใหม่ คิดแก้ปัญหามาได้อย่างไร การบันทึกสองทาง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ สารบัญว่าง จริยธรรมประจำวัน การประเมินการสอบ อัตชีวประวัติคร่าวๆ การระบุจุดสำคัญ การจับคู่และจัดลำดับเป้าหมาย เทคนิคกลุ่มให้ข้อมูลย้อนกลับ แบบประเมินการทำงานกลุ่ม เล่นละครล้อเลียน รายการตรวจสอบความสนใจ/ความรู้/ทักษะ บทสนทนา เมทริกซ์การจำ แบบบันทึกสั้น การสอบมโนทัศน์ที่ผิด/เดิม จุดสับสน สรุป 1 ประโยค ทำโครงร่าง จุดอ่อนจุดแข็ง ให้ระบุปัญหา การวิเคราะห์กระบวนการ เวลาที่ใช้ในการศึกษาจริง สัณฐานคนน่านิยม ฟัง คิด ถาม เขียน ย้อนกลับ มาตราส่วนประมาณค่าการอ่าน จำ สรุป ถาม วิจารณ์และเชื่อมโยง การประเมินตนเองด้านการเรียน ผู้เรียนออกข้อสอบเอง แบบประเมินผลการสอนที่ครูสร้างขึ้น อะไรคือหลักการ การบันทึกคำ

กมลวรรณ  ตังธนกานนท์ (2549: 5 – 8) ได้เสนอว่า การประเมินตามสภาพจริงเป็นการบูรณาการทั้งความรู้และทักษะเข้าด้วยกันภายใต้ความจริงที่ว่า การประเมินตามสภาพจริงของผู้เรียนนั้น ความรู้และทักษะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน วีการประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสภาพจริง สามารถจำแนกได้เป็น 4 วิธี ได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์ การประเมินการปฏิบัติงาน และการประเมินโดยแฟ้มสะสมงาน

นิยม  ไชยวงศ์  (2544: 33 – 36) ได้เสนอวิธีการประเมินตามสภาพจริงตามหลัก “4P” โดยมีวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ ดังนี้

  1. การประเมินการแสดงออกในการเรียน (Performance: P1) เป็นการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ การแสดงออกในการเรียนรู้ของนักรเยน เช่น ความสนใจ ความกระตือรือร้นในการเรียน การทำงานร่วมกับผู้อื่น การใฝ่รู้ใฝ่เรียน เจตคติต่อการเรียน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ คือ การสังเกตพฤติกรรมและการแสดงออกของนักเรียน การบันทึกพฤติกรรมของนักเรียน  การสัมภาษณ์ ถึงเหตุผล ความคิด ความรู้สึกที่เป็นจริงของนักเรียน การให้นักเรียนประเมินตนเอง การให้เพื่อนักเรียนเป็นผู้ประเมิน การประเมินโดยวัดเจตคติต่อการเรียน การให้นักเรียนแสดงความคิด ความรู้สึกในการเรียน
  2. การประเมินกระบวนการ (Process: P2) เป็นการประเมินกระบวนการทำงาน กระบวนการเรียนรู้ การบวนการคิดของนักเรียน ดูความเป็นระบบ การมีขั้นตอนในการคิดที่ถูกต้อง มีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี โดยมีวิธีการประเมิน คือ การสังเกตการทำงาน การตรวจสอบการทำงาน การวิเคราะห์งานของนักเรียน เช่น แบบฝึกหัด ใบงาน การให้นักเรียนเขียนอธิบายกลวิธีในการคิด ขั้นตอนการทำงาน
  3. การประเมินผลผลิต (Product: P3) เป็นการประเมินความสำเร็จ หรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความรู้ความสามารถของนักเรียน ผลงานขั้นสุดท้าย โดยมีวิธีการประเมิน คือ การวิเคราะห์การทำแบบฝึกหัด การทดสอบด้วยข้อสอบที่นักเรียนได้แสดงความสามารถที่แท้จริง การตอบคำถามจากการสัมภาษณ์หรือการซักถาม การเขียนรายงานหรือการจัดทำเอกสาร การตอบแบบสอบถามปลายเปิด
  4. การประเมินแฟ้มสะสมงาน (Portfolio: P4) แฟ้มสะสมงาน คือ ประกบวนการใช้ความรู้ของนักเรียน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการพัฒนางาน กระบวนการสร้างงาน กระบวนการวิเคราะห์ การประเมินของผู้เรียน

โคล และคณะ (2546: 20 – 21) ได้เสนอกลวิธีการประเมินตามสภาพจริงโดยอาศัยวิธีการและเครื่องมือ คือ การสังเกต/การจดบันทึก รายการตรวจสอบ การสัมภาษณ์/การประชุม การประเมินผลงาน และการทดสอบในชั้นเรียน

ราตรี  นันทสุคนธ์  (2543: 18 – 20) เสนอเครื่องมือสำหรับการประเมินสภาพจริง ได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์ การตรวจผลงาน การรายงานตนเอง การบันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง การทดสอบที่เน้นการปฏิบัติ การใช้แฟ้มสะสมงาน สื่อผสม (Multimedia) การทดสอบปากเปล่า ข้อสอบเฉพาะทาง การเขียนบทความ การเขียนภาพ และ โครงงาน

กระทรวงศึกษาธิการ  (2549: 7 – 8) ได้สรุปวิธีการและตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินตามสภาพจริงไว้หลายประเภท ดังต่อไปนี้

ตารางที่ 3    ตารางแสดงวิธีการวัดและตัวอย่างเครื่องมือ

วิธีการวัด

ตัวอย่างเครื่องมือ

การทดสอบ (Testing) –       แบบสอบข้อเขียน (Written Test) เช่น แบบเลือกตอบ แบบจับคู่ แบบถูกผิด เป็นต้น

–       แบบสอบภาคปฏิบัติ (Performance Test)

–       แบบวัด (Scale)

การสัมภาษณ์ (Interview) แบบสัมภาษณ์ (interview Guide)
การสอบถาม (Inquiry) แบบสอบถาม (Questionnaire)
การสังเกต (Observation) –       แบบตรวจสอบรายการ (Checklist)

–       แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)

–       แบบบันทึกหรือระเบียนสะสม (Record)

–       แบบประเมินพฤติกรรม

ตารางที่ 3    (ต่อ)

วิธีการวัด

ตัวอย่างเครื่องมือ

แบบตรวจผลงาน แบบประเมินผลงาน
การใช้แฟ้มสะสมงาน –       แบบบันทึกหรือระเบียนสะสม (Record)

–       แบบประเมินผลงาน

–       แบบประเมินตนเอง (Self Assessment)

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: