ขั้นตอนการประเมิน

การประเมินตามสภาพจริงมีขั้นตอน (ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์. 2544: 1 และกระทรวงศึกษาธิการ. 2539 : 31 – 39) ดังนี้

1.  กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการประเมิน ต้องสอดคล้องกับสาระ มาตรฐาน จุดประสงค์การเรียนรู้ และสะท้อนพัฒนาการด้วย

2.  กำหนดขอบเขตในการประเมิน ต้องพิจารณาเป้าหมาย ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน เช่น ความรู้ ทักษะและกระบวนการ ความรู้สึก คุณลักษณะ เป็นต้น

3.  กำหนดผู้ประเมิน โดยพิจารณาผู้ประเมินว่าจะมีใครบ้าง เช่น นักเรียนประเมินตนเอง เพื่อนนักเรียน ครูประจำชั้น ผู้ปกครอง หรือผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น

4.  เลือกใช้เทคนิค และเครื่องมือในการประเมิน ควรมีความหลากหลายและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ วิธีการประเมิน เช่น การทดสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์ การบันทึกพฤติกรรม แบบสำรวจความคิดเห็น บันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง แฟ้มสะสมงาน ฯลฯ

5.  กำหนดเวลา และสถานที่ที่จะประเมิน เช่น ประเมินระหว่างนักเรียนทำกิจกรรม ระหว่างทำงานกลุ่ม/โครงการ วันใดวันหนึ่งของสัปดาห์ เวลาว่าง/พักกลางวัน ฯลฯ

6.  วิเคราะห์ผลและวิธีการจัดการข้อมูลการประเมิน เป็นการนำข้อมูลจากการประเมิน
มาวิเคราะห์ โดยกำหนดสิ่งที่จะวิเคราะห์ เช่น กระบวนการทำงาน เอกสารจากแฟ้มสะสมงาน รวมทั้งระบุวิธีการบันทึกข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

7.  กำหนดเกณฑ์ในการประเมิน เป็นการกำหนดรายละเอียดในการให้คะแนนผลงานว่าผู้เรียนทำอะไรได้สำเร็จ หรือ ว่ามีระดับความสำเร็จในระดับใด คือ มีผลงานเป็นอย่างไรการให้คะแนนอาจจะให้เป็นภาพรวม หรือ แยกเป็นรายได้ ให้สอดคล้องกับงาน และจุดประสงค์การเรียนรู้

นอกจากนี้นิยม  ไชยวงศ์ (2544: 33) ยังกล่าวถึงขั้นตอนการประเมินสภาพจริงสำหรับวิชาคณิตศาสตร์ไว้ดังต่อไปนี้

  1. กำหนดแผนการประเมิน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1    กำหนดเป้าหมายการประเมิน โดยพิจารณาได้จากหลักสูตร และจุดประสงค์การเรียนรู้

ขั้นตอนที่ 2    พิจารณาค้นหาว่า นักเรียนมีความพร้อมอย่างในบ้าง ในประเด็นต่างๆ  การสังเกต การซักถาม การสัมภาษณ์ หรือวัดประเมินด้วยเครื่องมือชนิดต่างๆ หรือจากแหล่งข้อมูลที่มีการจัดเก็บไว้

ขั้นตอนที่ 3    สร้างแผนการสอน พร้อมกับแผนการประเมิน

ขั้นตอนที่ 4    จัดระบบเอกสารเกี่ยวกับการประเมินและให้นักเรียนทุกคนรับทราบถึงสิ่งที่ต้องปฏิบัติ

  1. ดำเนินการตามแผนการจัดกิจกรรมและแผนการประเมิน

ส่วนไพฑูรย์  โพธิสาร (2549: 9) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการประเมินตามสภาพจริงว่าแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ตามลำดับดังนี้

  1. กำหนดมาตรฐานของวิชา เป็นการกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังหรือมาตรฐานการเรียนรู้ของรายวิชา และรายการประเมินของผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง หรือดัชนีที่ระบุให้ครอบคลุมทั้งด้านเนื้อหา ความรู้ ทักษะ และกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้
  2. กำหนดชิ้นงาน/ผลงานที่ผู้เรียนต้องทำ ครูร่วมกับผู้เรียนกำหนดชิ้นงาน/ผลงานที่ผู้เรียนจะต้องปฏิบัติตลอดการเรียนรายวิชา เพื่อแสดงถึงความรู้ความสามารถตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ของรายวิชา
  3. กำหนดเกณฑ์การประเมินผลงาน ครูกับผู้เรียนร่วมกันกำหนดเกณฑ์การประเมิน หรือครูให้ผู้เรียนรับทราบเกณฑ์การประเมินผลงานแต่ละชิ้นงาน เพื่อผู้เรียนจะได้ทราบล่วงหน้าจะได้คิดสร้างผลงานที่มีมาตรฐาน
  4. สร้างและหรือคัดเลือกเครื่องมือในการวัดเพื่อใช้ประเมินผลงานของผู้เรียน ซึ่งอาจเป็นการประเมินโดยครู ผู้เรียน และเพื่อนก็ได้

บุญเชิด  ภิญโญอนันตพงษ์ (2545: 92 – 93) กล่าวว่า ในการจัดทำการวัดประเมินตามสภาพจริงนั้น ต้องมีส่วนประกอบสำคัญในการดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ

  1. กำหนดการปฏิบัติให้ชัดเจน ดังนี้

1.1       ระบุชนิดของการปฏิบัติว่าเป็นทักษะวิธีการทำ หรือผลงานสำเร็จที่สร้างขึ้

1.2       กำหนดจุดสนใจของการประเมินว่าเป็นสนใจเป็นรายบุคคล หรือเป็นกลุ่ม

1.3       กำหนดเกณฑ์ในการปฏิบัติที่สะท้อนคุณลักษณะสำคัญของการปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จ

  1. ออกแบบงาน/กิจกรรมสำหรับใช้ประเมิน ดังนี้

2.1       ระบุลักษณะของงาน/กิจกรรมว่าเป็นผลงาน/การปฏิบัติตามที่มอบหมายให้ทำ หรือเป็นการปฏิบัติแสดงออกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

2.2       กำหนดรายการของงาน/กิจกรรม ได้แก่ นิยามจะดหมายของการปฏิบัติ เงื่อนไขสถานการณ์ของการปฏิบัติ และเกณฑ์มาตรฐาน

2.3       กำหนดจำนวนชิ้นงาน/กิจกรรม ให้ทำว่าจะใช้เพียงงานเดียวหรือหลายงานจึงจะเพียงพอในสภาพการณ์นั้น

  1. ให้คะแนนและจดบันทึก

3.1       ระบุรูปแบบการให้คะแนนว่าใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบใด เช่น แบบทั่วไป หรือแบบเฉพาะเนื้อหา และแบบเกณฑ์รวม หรือแบบเกณฑ์ย่อย

3.2       กำหนดวิธีการจดบันทึกว่าเป็นแบบตรวจสอบรายการ มาตรประเมินค่าการปฏิบัติ การจัดบันทึกพฤติกรรมตามช่วงเวลา หรือการจดจำธรรมดา

3.3       ระบุผู้ประเมินว่าจะให้ใครเป็นผู้สังเกตและประเมินผลการปฏิบัติที่จะเป็นประโยชน์ ได้แก่ ครูผู้สอน ครูที่เคยสอน ตัวผู้เรียนเอง หรือเพื่อนๆ ในกลุ่ม

พร้อมพรรณ  อุดมศิลป์  (2549. 43 – 56) ได้ให้แนวทางในการประเมินตามสภาพจริงไว้ 4 ขั้นตอน คือ

  1. กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ (Identify the Standard)
  2. เลือกงานที่เป็นสภาพจริง (Select an Authentic Task)
  3. วิเคราะห์งาน (Analyze the Task)
  4. สร้างเกณฑ์ในการให้คะแนน (Rubrics)

รายละเอียดในแต่ละขั้นตอนมีดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้

การจัดการเรียนรู้ในวิชาใดก็ตาม สิ่งแรกที่ผู้สอนต้องคำนึงถึง คือ เป้าหมายของการเรียนรู้ เช่นเดียวกับการประเมินผลการเรียนรู้ ผู้สอนต้องรู้เป้าหมายของการประเมินนั้นว่าจะต้องวัดผลอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศไทยปัจจุบันเน้นการศึกษาตามมาตรฐาน โดยระบบการศึกษาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 หลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ ต้องมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันเพื่อนำไปสู่ความเป็นมาตรฐานเดียวกัน

มูลเลอร์ (Mueller. 2003: online) ได้แบ่งมาตรฐานสำหรับการประเมินผลที่เกี่ยวกับมาตรฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็น 3 แบบ ได้แก่

1)      มาตรฐานด้านความรู้ (Content Standard) เป็นข้อความที่อธิบายสิ่งที่ผู้เรียนควรรู้ หรือสามารถทำได้ในการเรียนแต่ละวิชาหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา มีลักษณะที่เป็นข้อความที่สะท้อนถึงความรู้ที่ผู้เรียนต้องเรียน โดยเน้นความรู้ที่สำคัญจริงๆ ในเนื้อหาวิชานั้นๆ

2)      มาตรฐานด้านกระบวนการ (Process Standard) เป็นข้อความที่บ่งบอกว่าผู้เรียนควรพัฒนา เพื่อส่งเสริมหรือเพิ่มพูนกระบวนการเรียนรู้ จึงเป็นเสมือนทักษะ/กระบวนการที่นำไปสู่การเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ

3)      มาตรฐานด้านคุณค่า (Value Standard) เป็นข้อความที่บ่งบอก หรืออธิบายเกี่ยวกับเจตคติ ค่านิยม ที่ควรเกิดขึ้นในกระบวนการการเรียนรู้ของผู้เรียน

ตัวอย่าง  มาตรฐานในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาพื้นที่ผิวของวัตถุทรงสามมิติ

มาตรฐานด้านความรู้:

1)      ระบุสูตรในการหาพื้นที่

2)      ใช้สูตรหาพื้นที่ในการหาพื้นที่ผิวของวัตถุทรง 3 มิติ

3)      หาเส้นรอบรูปของวัตถุทรง 3 มิติ

4)      ใช้เครื่องมือวัด และหน่วยในการวัดได้อย่างเหมาะสม

5)      ประมาณค่าจากการวัด

6)      หาอัตราส่วนและสัดส่วน

7)      แก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับอัตราส่วนและสัดส่วน

มาตรฐานด้านกระบวนการ:

1)      จัดระเบียบแยกแยะส่วนประกอบของวัตถุทรง 3 มิติ

2)      อธิบายกระบวนการคิด

3)      วิเคราะห์ยุทธวิธีเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา

4)      ทำงานร่วมกับกลุ่มเพื่อน

มาตรฐานด้านคุณค่า

1)      มีความรับผิดขอบในการปฏิบัติงาน

2)      ต้องการทำงานที่ท้าทายความสามารถ

จากการที่การประเมินผลการเรียนรู้เป็นการประเมินผลที่ประเมินจากงานหรือการปฏิบัติงานที่อยู่ในโลกแห่งความจริง งานนั้นจึงเป็นงานที่ซับซ้อน ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 1 คาบเรียน และต้องใช้ความรู้ความสามารถหลายอย่างประกอบกัน ดังนั้น การระบุเป้าหมายเพื่อประเมินการเรียนรู้ตามสภาพจริงจึงควรเริ่มที่มาตรฐานการเรียนรู้ ในทางปฏิบัติ การเขียนมาตรฐานการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเป็นมาตรฐานด้านใด แต่ต้องยึดหลักการเขียนมาตรฐานเพื่อใช้ในการประเมิน ซึ่งมีหลักดังนี้

  1. มาตรฐานเพื่อใช้ในการประเมินผลต้องเป็นสิ่งที่สามารถวัดได้ โดยเป็นข้อความที่สามารถแสดง สังเกต และวัดผลได้ ตัวอย่างเช่น นักเรียนสามารถบอกจำนวนนับที่เป็นจำนวนสองหลักได้
  2. มาตรฐานเพื่อใช้ในการประเมินผลต้องสอดคล้องกับเป้าหมายในการเรียนรู้สาระการเรียนรู้วิชานั้นๆ
  3. มาตรฐานเพื่อใช้ในการประเมินผลไม่ควรระบุงานหรือกิจกรรมที่เฉพาะเจาะจง โดยจำกัดขอบเขตให้ผู้เรียนให้แสดงความรู้หรือความสามารถในการทำงานด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เช่น กำหนดมาตรฐานว่า “ผู้เรียนสามารถบอกความแตกต่างระห่างสมการวงกลม และสมการวงรี โดยใช้แผนภาพเวนน์ได้” มาตรฐานที่กำหนดเช่นนี้เป็นการจำกัดความคิดของผู้เรียน เพราะการที่ผู้เรียนสามารถบอกความแตกต่างระหว่างสมการทั้งสองได้นั้น ผู้เรียนอาจมีวิธีการอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้แผนภาพเวนน์ก็เป็นไปได้
  4. มาตรฐานเพื่อใช้ในการประเมินผลต้องมีความชัดเจนและเขียนด้วยภาษาที่ผู้เรียนและผู้ปกครองเข้าใจได้

ขั้นตอนที่ 2 เลือกงานที่เป็นสภาพจริง

การประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริงต้องประกอบด้วยการปฏิบัติงานในสถานการณ์ที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง และต้องเป็นงานที่เป็นผลผลิตจากการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากการใช้ความรู้ที่ซับซ้อน และต้องใช้เวลาในการทำงานนั้น อาจรวมถึงการเขียน การอ่าน การพูด งานศิลปะ โครงงาน โครงการวิจัย การแสดงดนตรี การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น งานที่เป็นตามสภาพจริงถือว่าเป็นงานที่มีคุณค่า เพราะผู้เรียนต้องใช้ความรู้ความสามารถหลายอย่างในการทำงานนั้น โดยมีข้อเสนอแนะในการมอบหมายงานแก่ผู้เรียน ดังนี้

  1. งานที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติควรสอดคล้องกับพฤติกรรมที่แสดงออกในมาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้สอนต้องการวัดทักษะการพูด แต่ให้ผู้เรียนพูดเกี่ยวกับบทความทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผู้เรียนต้องใช้ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ จึงทำให้ผู้สอนวัดความเข้าใจเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ได้มากกว่าการวัดทักษะการพูด ดังนั้น ผู้สอนจึงควรอนุญาตให้ผู้เรียนเลือกงานได้โดยเป็นงานที่มีความเข้าใจอยู่แล้ว และเป็นงานที่ผู้เรียนสนใจ
  2. งานที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติควรให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งทำให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์ หาข้อสรุป ได้เปรียบเทียบ เช่น ให้ผู้เรียนอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาการจราจรหน้าโรงเรียน ผลที่ได้เป็นสิ่งที่ผู้เรียนได้ใช้ความคิดระดับสูง ที่ซับซ้อนและเกิดการบูรณาการความรู้หลายอย่างเข้าด้วยกัน
  3. งานที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติควรเป็นงานที่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป ดังนั้น งานนั้นควรเป็นสิ่งที่ผู้เรียนสนใจอยากจะทำงานนั้น ซึ่งความสำคัญกับผู้เรียน และผู้เรียนได้ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาที่เป็นสภาพจริง
  4. งานที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติแต่ละชิ้น ควรสามารถวัดได้หลายๆ อย่าง ครอบคลุมมาตรฐานหลายข้อ
  5. งานที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติควรเป็นงานที่เหมาะกับผู้เรียนทุกเพศ โดยไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับเพศที่ต่างกัน หรือความเป็นอยู่ที่ต่างกันทั้งพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม
  6. งานที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติควรเป็นงานที่ท้าทายความสามารถ เป็นงานที่มีคุณค่าที่ผู้ปกครอง รวมทั้งนักเรียนภูมิใจ
  7. งานที่มอบหมายให้นักเรียนปฏิบัติควรเป็นงานที่มีความเป็นไปได้ในการทำให้สำเร็จ โดยผู้เรียนสามารถหาอุปกรณ์หรือแหล่งค้นคว้าได้
  8. งานที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติควรเป็นงานที่ผู้เรียนเข้าใจขั้นตอนอย่างชัดเจนว่าจะทำอย่างไรให้ออกมาสำเร็จได้

ขั้นตอนที่ 3 วิเคราะห์งาน

ในขั้นตอนนี้ ผู้สอนต้องวิเคราะห์งาน โดยจำแนกขั้นตอนหรือองค์ประกอบย่อยของการทำงานว่าประกอบด้วยงานย่อยอะไรบ้าง เช่น วิเคราะห์ลำดับของงานที่ต้องทำก่อนหลัง ตลอดจนคุณลักษณะด้านการปฏิบัติงานที่ต้องการวัด

ตัวอย่างที่ 1 งานที่เกี่ยวกับการฝากและการถอนเงินจากธนาคาร

มาตรฐาน: ผู้เรียนสามารถฝากและถอนเงินจากธนาคารได้

การวิเคราะห์งาน: องค์ประกอบย่อยของงานมีดังนี้

1)      เลือกแบบฟอร์มที่ต้องการใช้ในการฝากหรือถอนเงิน

2)      เขียนข้อมูลลงในแบบฟอร์ม

3)      เขียนสลักหลังเช็ค

4)      ไปที่ช่องเจ้าหน้าที่ธนาคาร

5)      แจ้งกับเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าต้องการติดต่อกับธนาคารเพื่อทำอะไร

6)      นับเงินที่ต้องการฝากให้แก่เจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือนับเงินที่ได้รับจากการถอนเงินจากธนาคาร

ตัวอย่างที่ 2 งานเรื่องการวัดในวิชาคณิตศาสตร์

มาตรฐาน: ผู้เรียนสามารถวัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัดได้

การวิเคราะห์งาน: องค์ประกอบย่อยของงานมีดังนี้

1)      วัดสิ่งของโดยใช้เครื่องมือและหน่วยที่เหมาะสม

2)      คาดคะเนความยาว ระยะทาง น้ำหนัก ปริมาณ ความจุ ของสิ่งของที่ต้องการวัด

3)      หาอัตราส่วน สัดส่วนจากการวัด

4)      สร้างมาตราส่วนการวัด

ในขณะที่ผู้สอนวิเคราะห์งาน อาจมีคำถามว่างานที่วิเคราะห์นั้นควรประกอบด้วยงานย่อยจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสม เพื่อผู้สอนจะได้วัวผลและเก็บข้อมูลตามลักษณะงานย่อยนั้น คำถามดังกล่าวอาจพิจารณาจากคำตอบดังนี้

  1. งานที่มอบหมายผู้เรียน ควรสามารถวิเคราะห์เป็นงานย่อยที่ผู้เรียนปฏิบัติได้หลายอย่าง ผู้สอนจึงควรคำนึงถึงลักษณะสำคัญของงานชิ้นนั้นว่าประกอบด้วยจำนวนงานย่อยที่ทำให้การทำงานลุล่วงไปได้เท่าใด
  2. งานแต่ละชิ้นเมื่อวิเคราะห์งานแล้ว อาจได้เป็นงานย่อยที่ซ้ำๆ กัน ผู้สอนอาจจะพิจารณางานย่อยบางอย่างที่สำคัญ เพื่อเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาให้คะแนนงานชิ้นหนึ่ง ตัวอย่างเช่น งานการเขียนเรียงความเรื่องหนึ่ง ผู้สอนทำการวิเคราะห์งานเพื่อให้คะแนนงานย่อยในการใช้ไวยากรณ์ การสะกดคำ แต่ผู้สอนไม่จำเป็นต้องประเมินจากการใช้ไวยากรณ์ และการสะกดคำอีกในงานการเขียนเรียงความอีกชิ้นหนึ่ง การวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความสามารถของผู้เรียนสามารถทำการตรวจสอบบางครั้งก็น่าจะเพียงพอ
  3. งานที่วิเคราะห์ไม่ควรมีจำนวนงานย่อยหรือขั้นตอนการทำงานมากเกินไป จนไม่สอดคล้องกับมาตรฐานที่ตั้งไว้
  4. การวิเคราะห์งาน ควรพิจารณาว่างานย่อยนั้นสามารถวัดผลได้หรือไม่ และงานย่อยที่ปฏิบัตินั้นมีความสำคัญเพียงใด ผู้สอนอาจปรึกษากับเพื่อนครู เพื่อตรวจสอบความสำคัญของงานย่อย ตลอดจนความครอบคลุมของงานย่อยที่วิเคราะห์ หรืออาจปรึกษากับผู้เรียน ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้ทราบขั้นตอนการทำงานด้วย
  5. การวิเคราะห์งาน ผู้สอนควรระบุให้ชัดเจน โดยงานย่อยนั้นต้องสามารถวัดและสังเกตได้ รวมทั้งบอกพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนได้

ขั้นตอนที่ 4 สร้างเกณฑ์การให้คะแนน

เกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics) เป็นแนวทางการให้คะแนนผลงานเพื่อประเมินคุณภาพของงาน เนื่องจากการประเมินตามสภาพจริงไม่มีคำตอบที่ตายตัว ลักษณะของงานที่ทำเป็นแบบเปิดกว้าง มีคำตอบหลากหลายคำตอบ ซึ่งอยู่ในบริบทของงานแต่ละชิ้น การให้คะแนนการปฏิบัติงานตามสภาพจริงจึงเกี่ยวกับการตัดสินใจที่เป็นอัตนัย เพราะขึ้นอยู่กับงานที่ทำ ดังนั้น จึงควรตั้งเกณฑ์หรือหาแนวทางในการให้คะแนนเพื่อจะได้ตัดสินให้คะแนนอย่างยุติธรรม มีความเชื่อมั่นระหว่างผู้ให้คะแนน เกณฑ์การให้คะแนนต้องมีความชัดเจน ซึ่งผู้ประเมินไม่ว่าจะเป็นใครก็ควรประเมินให้คะแนนได้สอดคล้องกัน และถ้าประเมินงานชิ้นนั้นซ้ำอีก ก็ควรให้คะแนนได้อย่างคงที่

เกณฑ์การประเมินมีประโยชน์มากสำหรับการให้คะแนนชิ้นงานนักเรียน ดังนี้

  1. ช่วยให้ผู้สอนเตรียมการสอน และหาวิธีการที่เหมาะสมในการประเมินผลเพื่อช่วยให้ผู้เรียนประสอบความสำเร็จในการเรียนรู้
  2. เป็นการสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนว่ามีสิ่งใดหรือองค์ประกอบใดบ้างที่จะต้องประเมินและประเมินอย่างไร
  3. ช่วยให้ผู้สอนสามารถประเมินผลได้อย่างยุติธรรม และมีความคงเส้นคงวาในการประเมิน
  4. เป็นหลักฐานที่ใช้ยืนยันในการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: